2424
จุดเริ่มต้น

          โรงเรียนวัดสุทธิวรารามตั้งอยู่ในบริเวณส่วนหนึ่งของวัดลาว จากจารึกในแผ่นศิลาที่ติดไว้หน้า โบสถ์หลังเก่าวัดสุทธิวรารามระบุว่าวัดนี้เดิมชื่อวัดลาวเป็นวัดร้างเมื่อปี รศ. 100 ปีมะเส็งจุลศักราช 1243 ตรงกับพุทธศักราช 2424 ท่านผู้หญิงสุทธิ์ภรรยาเจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เม่นณสงขลา)ผู้สําเร็จราชการเมืองสงขลา ลําดับที่6ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่5 สร้างขึ้นใหม่และได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯพระราชทานนามวัด นี้ว่า “วัดสุทธิวราราม” ตามนามของท่านผู้หญิงสุทธิ์ ครั้งล่วงมาได้18ปีวัดนี้ทรุดโทรมลงท่านปั้นภรรยาหลวงอุปการโกษากร (เวทวัชราภัย ซึ่งเป็น บุตรีเจ้าพระยาวิเชียรคีรี (เม่นณสงขลา) และท่านผู้หญิงสุทธิ์มีกตัญญระลึกถึงคุณบิดามารดาและเลื่อมใส ในพระพุทธศาสนาได้ปฏิสังขรณ์ก่อสร้างขึ้นบริบูรณ์ในปี ร.ศ.118จุลศักราช 1262 ตรงกับพุทธศักราช2442 เมื่อท่านปั้นอุปการโกษากรถึงแก่กรรมในปี 2454 บุตรธิดาของท่านนั้นเช่นคุณหญิงสมบุญวิเชียร คีรีภรรยาท่านวิเชียรคีรี (ชมณสงขลา)ผู้สําเร็จราชการเมืองสงขลาลําดับที่ประสงค์จะสร้างอนุสรณ์สถาน เพื่ออุทิศเป็นทักษิณานุปทานแด่มารดาจึงได้รวบรวมทุนทรัพย์จัดสร้างโรงเรียน วัดสุทธิวราราม ขึ้นในที่ดินของท่านและบริเวณที่ธรณีสงฆ์ซึ่งบริษัทวินเซอร์โรซเช่าอยู่ทั้งนี้เพื่อให้เป็นสถานที่อบรมและให้ การศึกษาแก่เยาวชนของชาติ 

2454
สถาปนาโรงเรียน

 โรงเรียนวัดสุทธิวรารามได้สถาปนาขึ้นเมื่อวันที่3กรกฎาคม พ.ศ. 2454เป็นโรงเรียนแรก ที่สร้าง ขึ้นในรัชกาลของพระองค์โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระราชดํารัสชมเชยให้การ บริจาคที่ดินและสร้างโรงเรียนวัดสุทธิวรารามเป็นแบบอย่างของการบําเพ็ญกุศลที่ต้องด้วยพระราชนิยม เป็นอย่างยิ่งโดยใช้ชื่อว่า “โรงเรียนมัธยมพิเศษวัดสุทธิวราราม”

2460
ตึกหลังใหม่

  ปี พ.ศ.2460 ทางบริษัทวิเซอร์โรซ(ห้างสี่ตา) ได้หมดสัญญาเช่าที่ดิน (ด้านหน้า) ท่านขุนสิทธิ์ดรุณ เวชย์อาจารย์ผู้ปกครองได้ขอสถานที่จากทางวัดสุทธิวรารามเพื่อสร้างเป็นโรงเรียนชั้นประถมเมื่อท่านเจ้าอาวาสวัดสุทธิวรารามได้กรุณาให้เป็นไปตามความประสงค์จึงได้รื้อโรงเรียนประถม วัดยานนาวา มาปลูกสร้างต่อจากโรงเรียนเดิมไปทางทิศตะวันตกเมื่อสร้างเสร็จแล้วกระทรวงธรรมการเห็นสมควรจะ เปิดเป็นโรงเรียนสตรีอีกแผนกหนึ่งจึงได้เปิดโรงเรียนสตรีวัดสุทธิวรารามขึ้น ต่อมาเมื่อวันที่10มกราคมพ .ศ. 2470เวลา04.00น. ได้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่ตลาดบ้านทวายแล้ว ลุกลามมาถึงโรงเรียนประถมและห้องสมุดครูและนักเรียนช่วยกันดับเพลิง เต็มความสามารถจึงมิได้ลุกลาม ต่อไปยังตึกเรียนอื่นต่อมากระทรวงธรรมการจึงได้สร้างตึกหลังใหม่ให้ติดต่อกับตึกหลังเดิมโดยยื่นไปทาง ทิศใต้เป็นลักษณะเดียวกับอักษรตัวแอลในภาษาอังกฤษ

2475
กำเนิดโรงเรียนสตรีบ้านทวาย

ปีพ.ศ.2474 กระทรวงธรรมการได้สร้างโรงเรียนสตรีวัดสุทธิวรารามขึ้นใหม่ที่ตรอกยายกะตา (ซอยดอนกุศลในปัจจุบัน) และให้ชื่อใหม่ว่าโรงเรียนสตรีบ้านทวายปัจจุบันคือโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัยโดย อพยพนักเรียนสตรีจากโรงเรียนวัดสุทธิวรารามไปศึกษาต่อที่โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย

2480
พายุ

พ.ศ. 2474และพ.ศ. 2475โรงเรียนวัดสุทธิวรารามได้เปิดทําการสอนชั้นมัธยมปีที่ 7 และ8 ตามลําดับเมื่อวันที่12ตุลาคมพ.ศ.2480ได้เกิดพายุใหญ่พัดต้นก้ามปูล้มทับเรือนไม้สีเทาพังจนใช้การไม่ได้ ต่อมากระทรวงธรรมการจึงได้สร้างต่อเติมอาคารบริเวณเรือนไม้สีเทาแต่เดิมต่อจากอาคารรูปตัวแอล

2484
สงครามมหาเอเชียบูรพา

ปลายปีการศึกษา2484 ได้เกิดสงครามหาเอเชียบูรพา ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกเข้าสู่ประเทศไทย โรงเรียนวัดสุทธิวรารามถูกทหารญี่ปุ่นใช้เป็นที่พักอาศัยชั่วคราวโต๊ะเรียนม้านั่งถูกทหารญี่ปุ่นทําลายเป็น พื้นหุงต้มอาหารโรงเรียนปิดทําการสอนกระทรวงธรรมการได้พิจารณาผลการเรียนของนักเรียนเป็นเกณฑ์ ตัดสินการได้-ตกสถานการณ์ที่ตกอยู่ในสภาพสงครามทําให้เกิดการลักขโมยขึ้นที่บอร์เนียวอันเป็นโกดังเก็บ ของขโมยอาศัยโรงเรียนเป็นทางผ่านออกสู่ถนนเจริญกรุงเพราะทางออกของบอร์เนียวมีทหารยามเฝ้าอยู่ ทางโรงเรียนจึงต้องจัดนักเรียนและลูกเสืออยู่เฝ้าเวรยามตลอดเวลา

2484
อาคารเฉลิมพระเกียรติ ร.9

ต้นปีการศึกษา 2485 สงครามทวีความรุนแรงมากขึ้นการทิ้งระเบิดทําลายสถานที่สําคัญๆของ ฝ่ายพันธมิตรก็ยิ่งทวีมากขึ้นบริษัทบอร์เนียวซึ่งตั้งอยู่หลังโรงเรียนวัดสุทธิวรารามเป็นที่ชุมนุมของทหาร ญี่ปุ่นจํานวนมากบ่ายวันหนึ่งเครื่องบินสัมพันธมิตรได้ทําการโจมตีทิ้งระเบิดบริษัทบอร์เนียว รัศมีระเบิดที่ เกิดขึ้นมีพื้นที่ไปถึงอู่ต่อเรือกรุงเทพทําให้อาคารโรงเรียนด้านตะวันตกตรง กับพื้นที่ของห้องเก็บเครื่องมือวิทยาศาสตร์ถูกทําลายไปด้วยฟังไปพร้อมกับบริษัทบอร์เนียวและโรงเรียนเมื่อโรงเรียน เกิดความเสียหาย จากเหตุการณ์เพลิงไหม้ นักฉวยโอกาสพากันลักขโมยของมีค่าของโรงเรียนที่มีอยู่หินอ่อนแผ่นสูง ระดับ เหนือศีรษะซึ่งจารึกพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้อันตรธานไปอย่างเป็นที่น่า เสียดายยิ่งนักระยะนี้นักเรียนต้องไปอาศัยศาลาเชื้อณสงขลา (สีเหลือง ซึ่งเป็นศาลาการเปรียญ ของวัด สุทธิวรารามเป็นที่เรียนชั่วคราวต่อมากระทรวงศึกษาธิการจึงได้สร้างเรือนไม้ชั้นเดียวหลังคามุงจาก (ปัจจุบันคือที่ตั้งของอาคารเฉลิมพระเกียรติร.9)เป็นที่เรียนชั่วคราว

2490-2498
อาคารหลังใหม่

พ .ศ.2490 กระทรวงศึกษาธิการได้จัดสร้างอาคารเรียน2ชั้น ปัจจุบันได้รื้อถอนออก แล้วซึ่งออกแบบโดยหลวงสวัสดิ์สารศาสตร์พุทธิทําพิธีเปิดโดยฯพณฯรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ม.ร.ว.เสนีย์ปราโมชเมื่อวันที่ 2 เมษายนพ.ศ.2491

ต่อมาปลายเดือนกันยายนพ.ศ. 2495ได้รื้อ อาคารเรียนชั่วคราวหลังคามุงจากฝาลําแพนออก เดือนตุลาคมในปีเดียวกันจึงสร้างอาคาร3ชั้นคืออาคาร2 (ได้รื้อถอนออกไปแล้ว )กับหอประชุมอีกไหลังแต่ ยังไม่ทันแล้วเสร็จต่อมาปี พ.ศ. 2496จึงได้งบประมาณต่อเติมหอประชุมปีพ.ศ.2497ได้รับงบประมาณต่อ เติมอาคาร2ซึ่งมี3ชั้นและอาคาร3ซึ่งมี2ชั้นและเป็น หอประชุมจึงได้แล้วเสร็จสมบูรณ์หลวงสวัสดิสารศาสตร์ พุทธิ(อดีตอาจารย์ใหญ่โรงเรียนวัดสุทธิวรารามจึงได้เชิญฯพณฯรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการนาย มังกรพรหมโยธีมาเปิดอาคารทั้ง2หลัง เมื่อวันที่ 20 มกราคม  พ.ศ.2498

2498
ตัด "มัธยมพิเศษ"

พ.ศ.2498 โรงเรียนได้ตัดคําว่า “มัธยมพิเศษ” ออกจากชื่อโรงเรียนเปลี่ยนเป็น “โรงเรียนวัด สุทธิวราราม” ตลอดมาจนถึงทุกวันนี้

2503-2562
พัฒนาตามยุคสมัย

พ.ศ. 2503-2505ได้ตัดชั้นมัธยมปีที่ 1, 2, 3ออกปีละชั้นตามลําดับและในปีพ.ศ.2506ได้เปลี่ยน เรียกชั้นมัธยมปีที่4-6เป็น “ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2” และเรียชั้นเตรียมอุดมปีที่1 -2เป็น “ชั้นมัธยมศึกษาปีที่4,

5”

พ.ศ. 2511ทางกระทรวงศึกษาธิการได้จัดสรรงบประมาณสร้างกําแพงหน้าโรงเรียนใหม่โดย ทํา การรื้อกําแพงเก่าทิ้งและสร้างอาคารห้องประชุมห้องอาหาร 1ห้องเป็นอาคารชั้นเดียวไม่มีผนัง

ช่วงปลายปีพ.ศ.2512ได้รับงบประมาณสร้างอาคารเรียน3ชั้นบริเวณด้านหน้าโรงเรียนคืออาคาร สุทธิ์รังสรรค์ในปัจจุบัน

ปีงบประมาณ2515ได้รับงบประมาณสร้างอาคารเรียน6ชั้น (ปัจจุบันคืออาคารปั้นรังสฤษฎี ) จํานวน(ล้านบาทเศษ

ปีงบประมาณ2519ได้รับงบประมาณสร้างโรงยิมส์อาคารอเนกประสงค์ (ปัจจุบันคืออาคารวิจิตร วรศาสน์) จํานวน4ล้านบาทเศษ

ปีงบประมาณ2520ได้รับงบประมาณสร้างอาคารเรียน4ชั้น (อาคารพัชรนาถบงกช) จํานวน6 ล้านบาทเศษ

ปีงบประมาณ2530ได้รับงบประมาณสร้างโรงฝึกงานแบบมาตรฐาน306ล./27จํานวน1หลังเป็น เงิน3,120,000บาทลักษณะอาคารเป็นอาคาร4ชั้นซึ่งสร้างแทนอาคาร3หลังเก่าแล้วเสร็จเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2531คืออาคารพัชรยศบุษกร

ปีการศึกษา2532พลเอกประเทียบเทศวิศาลนายกสมาคมนักเรียนเก่าสุทธิวรารามพร้อมด้วย อดีตอํานวยการโรงเรียนนายสุชาติสุประกอบคณะครู อาจารย์นักเรียนผู้ปกครองได้จัดทอดผ้าป่าสร้าง อาคารธรรมสถานหลวงพ่อสุทธิมงคลชัยใช้งบประมาณในการก่อสร้างทั้งสิ้น 1,600,000บาทเศษ

ปีงบประมาณ2533ได้รับงบประมาณ3 ,775,000บาทเพื่อสร้างแฟลตนักการภารโรงจํานวน20 หน่วย1หลัง

ปีการศึกษา2534โรงเรียนได้ต่อเติมห้องเรียนออกไปจํานวน 5ห้องเรียนบริเวณชั้นล่างอาคารปั้น รังสฤษฎีเพื่อรองรับนักเรียนระดับชั้น ม.1และม.4ซึ่งมีจํานวนเพิ่มมากขึ้น

อนึ่งในปีพ.ศ. 2534เป็นปีครบรอบ80ปีของการสถาปนาโรงเรียนวัดสุทธิวรารามคณะศิษย์เก่า รุ่น2500ได้ร่วมกันจัดสร้างรูปปั้นท่านปั้นอุปการโกษากรผู้ให้กําเนิดโรงเรียนเพื่อให้ทุกคนได้สักการบูชา

ปีการศึกษา2535ได้รับอนุมัติงบประมาณของปี 2536จํานวน 9,000,000บาทและปี 2537ผูกพัน งบประมาณอีก59400,000บาทจากกรมสามัญศึกษาให้ก่อสร้างอาคารเรียนแบบพิเศษ9ชั้นบริเวณที่ตั้งของ อาคาร2เดิม) โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีได้ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ เสด็จพระ ราชดําเนินมาทรงวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่30สิงหาคมพศ. 2536เริ่มใช้เมื่อปีการศึกษา2537โดยได้รับพระบรมรา ชานุญาตให้ใช้ตรากาญจนาภิเษกประจําอาคารเฉลิมพระเกียรติ

ปีการศึกษา 2550 พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลีพระวรราชาธินัดดามาตุ ทรงเป็น ประธานในการเปิด “ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๐”

ปีการศึกษา 2559 โรงเรียนได้จัดสร้างห้องประชุมอาคารเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ชั้น 10 เพื่อใช้ เป็นสถานที่จัดประชุมผู้ปกครอง ครู นักเรียน และจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาศักยภาพนักเรียน อํานวยการ สร้างโดยนายสุนันทวิทย์ พลอยขาว ผู้อํานวยการโรงเรียน ร่วมกับองค์กรสัมพันธ์

ไละ

ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนมีการพัฒนาปรับปรุงห้องประชุม 727 เดิม ให้มีความทันสมัย โดย ให้สามารถตอบสนองการประชุม การนําเสนอ ในรูปแบบต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อํานวยการสร้าง โดยนายอารีย์ วีระเจริญ ผู้อํานวยการโรงเรียน ในการนี้ได้เปลี่ยนชื่อห้องประชุมเป็น “พัชรบุษย์ 108 ปี สุทธิวราราม” อันหมายถึง ดอกบัวและเพชร ตามสัญลักษณ์ประจําโรงเรียน

2562-ปัจจุบัน
ปัจจุบัน

ปัจจุบันโรงเรียนวัดสุทธิวรารามเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษดําเนินนโยบายแผนปฏิบัติการ ประจําปีสอดคล้องกับ นโยบายของ สํานักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 2 สังกัดสํานักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการมีจํานวนเนื้อ ที่ 4 ไร่ 2 งาน 31 ตารางวามีอาคารเรียน ทั้งหมด 6 หลัง 72 ห้องเรียนในปีการศึกษา 2562 มีข้าราชการครู จํานวน 144 คนเป็นหญิง93คน ชาย51คนครูวุฒิ การศึกษาสูงกว่าระดับปริญญาตรี37คน และระดับปริญญาตรี 107 คนตําแหน่งครู วิทยฐานะชํานาญการ พิเศษ 25 คน ครูอัตราจ้าง 18 คนเป็นหญิง 12 คนชาย6คน ลูกจ้างชั่วคราว20คนเป็นหญิง7คนชาย 13 คน จํานวนนักเรียนในปีการศึกษา 2562 มีรวมทั้งสิ้น2,881คน

เสาติดตั้งสัญญาณเตือนภัยทางอากาศ (หวออากาศ)

เพื่อแจ้งเตือนให้ประชาชนทราบ และเตรียมหลบภัยจากการทิ้งระเบิด  เมื่อมีข้าศึกล่วงล้ําเข้ามาในเขตน่านฟ้าไทย ในสงครามมหาเอเชียบูรพา ในปีพุทธศักราช 2485 – 2486 หลังสงคราม ต่อมาทางการได้ปรับเปลี่ยนเป็น หอกระจายเสียงเพื่อแจ้งข่าวสารของทางการ ซึ่งขณะนี้ตั้งอยู่ ณ หน้าประตูโรงเรียน

“คทาครุฑพระราชทาน”

(เรียบเรียงจากคําบอกเล่าของ ครูแสวง บุตรน้ําเพชร ครูฝึกสอนและควบคุมวงดุริยางค์คนแรก)

ครูแสวงเล่าว่า เมื่อปี พ.ศ. 2510 นักเรียนในวงดุริยางค์คนหนึ่ง ที่ย เด็กชายทัศนัย จริยวิทยากุล ได้พบ “ตัวครุฑ” ณ ร้านค้าบริเวณบางขุนพรม ด้วย ความสนใจเป็นพิเศษเด็กชายทัศนัย จึงได้ปรึกษากับเด็กชายชา แซ่ผู้ เปัจจุบันคือ คุณจักรพันธุ์ มุสิกประณีต) ตกลงจะซื้อไว้เพื่อจัดสร้างเป็นคทาครุฑประจําวงดุริยางค์ ต่อมาได้นๆ ตัวครุฑ ให้ครูแสวง พิจารณา ครูแสวงพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นของเก่า และได้ปรึกษากับครูจรูญ เทียมศักดิ์ ซึ่งดํารงตําแหน่งเป็นผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ ในขณะนั้นมีความเห็นตรงกันว่า ครุฑ เป็นของสูง หากจะนํามาใช้สมควรจะต้อง ได้รับ พระบรมราชานุญาตพระราชทานลงมา จึงปรึกษากันเพื่อดําเนินการต่งตัวครุฑ ไปที่สํานักพระราชวังเพื่อขอพระบรมราชานุญาตขอใช้ตัวครุฑประดับบนหัวศทา

และอัญเชิญศทาครุฑใช้น้ําแถวกองเกียรติยศวงดุริยางค์ของโรงเรียนวัดสุทธิวราราม ต่อไป โดยก่อนที่จะนําตัวครุฑส่งไปยังสํานักพระราชวังครูแสวงกับครูจรูญได้นําตัวครุฑ (เรียบเรียงจาก คําบอกเล่าของ ครูแสวง บุตรน้ําเพชร ครูฝึกสอนและผู้ควบคุมวงดุริยางค์คนแรก) “หาครุฑพระราชทาน” ใส่พาน ขอเข้าพบกับคุณแก้วขวัญ วัชโรทัยและพี่เปียก ณ กองถ่ายทําภาพยนต์ส่วนพระองค์ พระราชวังสวนจิตรลดา ในขณะนั้น เพื่อขอความคิดเห็นว่าจะเป็นการบังควรหรือไม่ที่จะกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตให้ครุฑ น้ําขบวนวงดุริยางค์ของโรงเรียนวัดสุทธิวรารามอย่างเป็นทางการ ซึ่งคุณแก้วขวัญก็ได้ให้คําแนะนําและให้ ความอนุเคราะห์รับเป็นธุระในการดําเนินการให้ และให้คณะของครูนสวงรอฟังพระบรมราชานุญาต โดยมี กําหนดนัดหมาย วัน เมื่อถึงวันกําหนดนัดหมายครูแสวงกับครูจรูญ ได้เดินทางไปขอเข้าพบคุณแก้วขวัญ

ณ พระราชวังสวนจิตรลดา และได้รับทราบข่าวว่า “ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้นําศทาตรทออกใช้งาน ในลักษณะการนําขบวนกองเกียรติยศเพื่อรับเสด็จได้ตามความประสงค์ที่ได้ขอไว้” ครูแสวงกับครูจรูญ จึงได้รับพานครุฑ จากคุณแก้วขวัญและนําความปลื้มปีติอย่างล้นพ้นกลับมาแจ้งชาวแก่วงดุริยางค์และคณะ ผู้บริหารโรงเรียนวัดสุทธิวทรามได้รับทราบ

หลังจากได้จัดสร้างเป็นศทาครุฑพระราชทานแล้ว ในเบื้องต้นครูแสวงได้นําศทาครุฑพระราชทาน เข้าประกอบพิธีประจํากองเกียรติยศลูกเสือโรงเรียนวัดสุทธิวราราม เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2510 ในช่วงเช้า และในช่วงบ่ายก็ได้ชัญเชิญ “คทาครุฑพระราชทาน” น้าขบวนกองเกียรติยศรับเสด็จในพิธีสวนสนาม วันลูกเสือแห่งชาติ อย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรก และในวันนั้นประชาชนที่เฝ้ารับเสด็จอยู่ในสนามศุภชลาศัย ต่างก็ตื่นตาตื่นใจเมื่อได้มีโอกาสเห็น “คทาครุฑพระราชทาน” นําขบวนอย่างง่างามเป็นครั้งแรก”

ต่อมาในปีเดียวกัน กองเกียรติยศลูกเสือโรงเรียนวัดสุทธิวราราม ก็ได้เชิญคทาครุฑพระราชทาน น่าขบวน วงดุริยางค์ในงาน “เสด็จทอดผ้าพระกฐิน” เมื่อวันที่ 28 ตุลาคมของปีนั้น ณ วัดเทพศิรินทราวาส จากนั้น ศทาครุฑพระราชทานของกองลูกเสือดุริยางค์โรงเรียนวัดสุทธิวราราม ก็มีโอกาสปฏิบัติหน้าที่อันทรงเกียรติเพื่อ รับเสด็จพระบรมวงศานุวงศ์ในโอกาสต่างๆ นับเป็นร้อยครั้ง จนเหมือนจะเป็นที่ทราบกันทั่วไปในวงราชการและ สังคมไทยในขณะนั้นว่าการปฏิบัติหน้าที่รับเสด็จในทุกๆ งานจะเป็นหน้าที่ของกองลูกเสียดุริยางค์โรงเรียน วัดสุทธิวราราม เพราะเหตุที่ว่า มี “คทาครุฑพระราชทาน” ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทาน มานาชบวนกองเกียรติยศไว้เชิดชูประดับวงอยู่นั้นเอง จึงทําให้สามารถกล่าวขวดข้างได้อย่างเต็มภาคภูมิว่า กองลูกเสือดุริยางค์โรงเรียนวัดสุทธิวรารามเป็นแห่งเดียวของประเทศไทยที่มี “ตทาครุฑพระราชทาน ประดับไว้ เป็นเกียรติยศ

นับถึงปี พ.ศ. 2524 “ศหาครุฑพระราชทาน” ประดับเป็นเกียรติยศของวงดุริยางค์ โรงเรียน วัดสุทธิวราราม เป็นเวลา 55 ปี